4 โรคผิวหนังควรระวังที่มากับน้ำท่วม

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงปัญหาของโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วมและน้ำท่วมขังตามที่ต่าง ๆ ทำให้เกิดโรคผิวหนังชนิดต่าง ๆ รวมถึง เรื่องของแมลงและสัตว์มีพิษต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมามากมาย ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคมสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ในแต่ละปีเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ประเทศไทยมักจะประสบกับปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมอยู่เสมอ

แทบจะทั่วทุกภาคของประเทศ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงปัญหาของโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วมและน้ำท่วมขังตามที่ต่าง ๆ ทำให้เกิดโรคผิวหนังชนิดต่าง ๆ รวมถึง เรื่องของแมลงและสัตว์มีพิษต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมามากมาย 1.โรคน้ำกัดเท้า ถือเป็นอันดับ 1 ของโรคที่มากับน้ำท่วม เรียกเดิม ๆ ว่า ฮ่องกงฟุต น้ำกัดเท้า คือ การติดเชื้อรา ในกลุ่มเดียวกันกับโรคขี้กลาก (Tinea) ซึ่งได้แก่ เชื้อราในสายพันธุ์ Dermatophytes ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ย่อย เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น เปียกน้ำ เปียกเหงื่อ เช่น บนพื้นที่เปียกชื้น จากการลุยน้ำท่วมขังรองเท้า พื้นห้องอาบน้ำหรือใส่รองเท้าที่มีเชื้อราอยู่ เชื้อราจึงเข้าสู่ผิวหนังและก่อให้เกิดโรคน้ำกัดเท้าได้
อาการในระยะแรก ๆ เชื้อราจะยังไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อผิวหนังเกิดการระคายเคือง ซึ่งสังเกตง่าย ๆ ผิวหนังจะแห้ง ๆ ย่น ๆ เริ่มมีอาการคัน มีสีแดง บางครั้งเริ่มมีตุ่มน้ำบริเวณตรงซอกนิ้วเท้า หรือตรงซอกเท้า เป็นสีขาว ๆ และเริ่มเป็นแผล ผิวหนังจะแห้ง ตกสะเก็ด แตกเป็นร่อง แผลสด บวม เจ็บและคัน บางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ อาการที่เพิ่มขึ้นจะอักเสบบวมแดง ร้อน หรือเป็นหนอง ซึ่งจะส่งผลให้โรครุนแรงขึ้นตามลำดับ การรักษาโรคน้ำกัดเท้า จะต้องหมั่นทำความสะอาดเท้า ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและใช้แป้งโรยที่เท้าได้ เพื่อไม่ให้อับชื้น หรือถ้าต้องย่ำน้ำควรทาโลชั่น วาสลีน ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคือง และล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งทุกครั้ง แต่เมื่อเป็นโรคน้ำกัดเท้าแล้ว จะต้องรักษาด้วยยารักษาเชื้อราเฉพาะที่ อาจจะเป็นยาทา ประเภทครีม เจล ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ซึ่งโรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคไม่รุนแรง รักษาให้หายขาดหรืออาจจะต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อราร่วมด้วย แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่อันตราย แต่หากไม่รักษาอาการอาจเกิดอาการเรื้อรังเป็นเดือนหรือหลายเดือนได้ ที่สำคัญอย่าทายาแก้แพ้ ที่มีสเตอรอยด์เพราะ จะทำให้ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth